Close
บริษัท อินซีฟาร์ม จำกัด เลขที่ 9/85 ซอยรามคำแหง 158 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
082-787-5959 sales@in-cfarm.com
เห็ดหลินจือกับโรคเบาหวาน

เห็ดหลินจือกับโรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน คือ ปัสสาวะหวานนั้นเอง เกิดเพราะร่างกายเราไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้หมด น้ำตาลที่เหลือก็จะผสมอยู่ในกระแสเลือดและถูกไตขับทิ้งออกจากร่างกายทางปัสสาวะ เป็นโรคยอดฮิต 1 ใน 10 ของโรคที่คุกคามคนไทยมากที่สุด พบได้ในทุกช่วงวัย

เกิดจากการทำงานของ “ฮอร์โมนอินซูลิน” (Insulin)ของร่างกายผิดปกติ ส่งผลให้ อินซูลิน ซึ่งมีหน้าที่นำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์ต่างๆเพื่อไปใช้เป็นพลังงาน ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพและเกิดการคั่งของน้ำตาลในเส้นเลือดแดงส่งผลให้อวัยวะต่างๆเสื่อม ซี่งอาการนี้จะส่งผลให้ เกิดโรคและอาการแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆได้

ประเภทของเบาหวาน

1. เบาหวานประเภทที่ 1 (Type 1 Diabetes) เกิดจากการที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินให้เพียงพอ เนื่องจากเบตาเซลล์(beta cells) ของตับอ่อนถูกทำลายด้วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงต้องได้รับอินซูลินด้วยการฉีดหรือใช้เครื่องปั๊มอินซูลิน

2. เบาหวานประเภทที่ 2 (Type 2 Diabetes) เป็นเบาหวานที่พบเป็นส่วนใหญ่ เกิดจากการที่ตับอ่อนยังสามารถสร้างอินซูลินได้แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ผู้ป่วยต้องมีการควบคุมอาหาร การใช้ยาชนิดกินหรือใช้อินซูลินชนิดฉีด

3. เบาหวานที่เกิดระหว่างการตั้งครรภ์ หลังคลอดระดับน้ำตาลในเลือดจะกลับเป็นปกติ แต่จะมีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคเบาหวาน มีรายงานได้ถึงร้อยละ 50 เมื่อติดตามต่อไป 10 ปี ถ้าไม่มีการปรับพฤติกรรมชีวิตในการลดความเสี่ยง

4. เบาหวานจากสาเหตุอื่นๆ เช่น โรคของตับอ่อน โรคทางพันธุกรรม โรคเนื้องอกของต่อมหมวกไตที่สร้างฮอร์โมน ฯลฯ

 ชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes)  ชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes)
 พบได้ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วย  พบได้ประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วย
 พบได้ในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี  พบได้ทุกวัย
 รูปร่างผอม  รูปร่างอ้วน
 เกิดโรคแบบเฉียบพลัน  ตาพร่ามัว
 ปัสสาวะบ่อย  เป็นแผลหายช้า
 กระหายน้ำบ่อย พบอาการชาบริเวณมือและเท้า  พบอาการชาบริเวณมือและเท้า
 อยากอาหารบ่อย  ติดเชื้อตามผิวหนัง ปากหรือกระเพาะปัสสาวะ
 น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว
 มีอาการเหนื่อยหรือเพลียอ่อนแรง
 เกิดภาวะคั่งสารคีโตน

ค่าของน้ำตาลในเลือด(การตรวจหาเบาหวาน)

1.คนปกติ ก่อนทานอาหารต้องมีน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หลังอาหารต่ำกว่า 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

2.คนที่เป็นเบาหวาน ค่าของน้ำตาลในเลือดจะมากกว่า 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก่อนทานอาหาร และมากกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หลังจากทานอาหาร

3.คนที่อยู่ระหว่างกลาง ผู้ที่อยู่ระหว่าง 100-125 ก่อนทานอาหาร และ 140-199 หลังทานอาหารนั้นอยู่ในกลุ่มเสี่ยงอาจเป็นหรือไม่เป็นก็ได้ต้องทำการตรวจใหม่ โดยการเจาะเลือดจากเส้นเลือดดำซึ่งจะก่อนทำการตรวจต้องอดอาหาร 6-8 ชั่วโมงในตอนกลางคืน แล้วมาเจอะเลือดในตอนเช้า หลังจากเจาะครั้งแรกจะต้องดื่มน้ำตาลกลูโคสทันที 1 แก้วให้หมดภายใน 5 นาที แล้วรออีก 2 ชั่วโมงจึงจะทำการเจาะเลือดอีกครั้งเพื่อดูความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังจากที่ร่างกายได้รับน้ำตาล ดูว่าฮอร์โมนอินซูลินจะยังมีคุณภาพสามารถพาน้ำตาลไปใช้ได้ดีขนาดไหน มีเหลือตกค้างหรือไม่

ภาวะแทรกซ้อนของ โรคเบาหวาน อันตรายที่แท้จริง

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหากไม่มีการควบคุมในเรื่องของการรับประทานอาหารและดูแลรักษาสุขภาพอย่างถูกวิธี ปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเป็นเวลานาน จะส่งผลต่อเส้นเลือดที่นำสารอาหารไปอวัยวะในร่างกายจนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานต่าง ๆ ทั้งโรคแทรกซ้อนชนิดที่เกิดกับเส้นเลือดขนาดเล็ก (Microvascular complications) และโรคแทรกซ้อนชนิดที่เกิดกับเส้นเลือดขนาดใหญ่ (Macrovascular complications) นอกจากนี้ผู้ป่วยเบาหวานควรระวังการเกิดบาดแผลหรือการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ มากขึ้น เนื่องจากบาดแผลของผู้ป่วยเบาหวานจะหายช้า อาจก่อให้เกิดภาวะโรคแทรกซ้อนได้ง่ายขึ้น

1.โรคแทรกซ้อนทางด้านตา เบาหวานขึ้นตา (Retinopathy) ต้อกระจก (Cataracts) ต้อหิน (Glaucoma) หรือปัญหาทางด้านสายตา ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาด้านการมองเห็นจนถึงขั้นตาบอดได้

2.โรคทางระบบเส้นเลือดและหัวใจ เมื่อระดับน้ำตาลถูกสะสมในเลือดในปริมาณมาก ทำให้เกิดการหนาตัวของเส้นเลือดมากขึ้น โดยเฉพาะหลอดเลือดขนาดใหญ่ที่ไปเลี้ยงหัวใจ เป็นผลให้เส้นเลือดแคบลงและอาจเกิดการอุดตัน นอกจากนี้ยังเพิ่มโอกาสของเส้นเลือดแข็งได้เช่นกัน ซึ่งอาจนำไปสู่อาการเจ็บหน้าอก (Angina) หัวใจขาดเลือด (Heart Attack) โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรคเส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน (Peripheral Artery Disease) เป็นต้น ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเส้นเลือดและหัวใจได้มากกว่าคนปกติ ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีอัตราการเสียชีวิตและพิการได้สูงมากกว่าคนทั่วไปจากภาวะแทรกซ้อนนี้

3.โรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานเรื้อรังสามารถก่อให้เกิดการอักเสบของเส้นประสาททั่วร่างกายขั้นปานกลางถึงรุนแรง เมื่อเกิดแผลขึ้นในบริเวณต่าง ๆ จึงรับความรู้สึกได้น้อยลง เนื่องจากปลายประสาทเกิดอักเสบ ทำให้เกิดอาการชา และประกอบกับการไหลเวียนของเส้นเลือดไม่ดี แผลจึงเกิดการลุกลามได้ง่าย และอาจต้องตัดอวัยวะบริเวณนั้นทิ้ง โดยโรคที่พบได้บ่อย คือ ปลายประสาทอักเสบ (Peripheral Neuropathy) ที่ส่งผลต่อการรับความรู้สึกหรือความเจ็บปวดที่มือหรือเท้าบกพร่อง มีอาการชา รวมไปถึงระบบการย่อยอาหารที่ผิดปกติ ปัญหาด้านการขับถ่ายปัสสาวะ เป็นต้น

4.โรคแทรกซ้อนทางไต เป็นโรคสำคัญอีกโรคหนึ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากปริมาณน้ำตาลในเลือดที่มีมากขึ้นกว่าคนปกติ ทำให้ไตทำงานผิดปกติ มีโปรตีนเล็ดลอดออกทางปัสสาวะ ซึ่งในระยะแรกจะไม่สามารถตรวจพบโรคแทรกซ้อนนี้ได้จากการตรวจเลือด แต่จะตรวจพบได้จากปริมาณโปรตีนที่มากขึ้นในปัสสาวะ หากไตอยู่ในภาวะการทำงานหนักเป็นระยะเวลานานจะส่งผลให้เกิดภาวะไตวายได้

5.โรคเกี่ยวกับช่องปากและฟัน เนื่องจากความผิดปกติในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดจะส่งผลต่อการอักเสบเนื้อเยื่อรอบฟัน มีโอกาสมากที่จะเป็นโรคปริทันต์หรือโรคเหงือกอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียฟัน

  6.โรคแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ ผู้หญิงที่เกิดโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ มีโอกาสแท้งบุตรสูงขึ้นหรือทารกในครรภ์อาจจะเสียชีวิตได้ ทารกอาจมีน้ำหนักตัวมากทำให้คลอดลำบาก และมีโอกาสเกิดอันตรายระหว่างการคลอดได้สูงขึ้น

  7.โรคทางด้านผิวหนัง เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อรา อาการคัน หรือปัญหาผิวอื่น ๆ

 

เห็ดหลินจือช่วยโรคเบาหวานได้อย่างไร
เห็ดหลินจือมีสารต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า 250 ชนิด
ซึ่งสารเหล่านี้ช่วยในเรื่องเบาหวาน และโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากเบาหวาน
เป็นการทำงานสอดคล้องกันอย่างเป็นธรรมชาติ
สารสำคัญในเห็ดหลินจือที่ช่วยในเรื่องนี้ได้แก่

เห็ดหลินจือกับเบาหวาน

– สารโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharides) = กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง
= ปรับปรุงการทำงานของตับอ่อน
-โปรตีน Lz-8 = ช่วยควบคุมโรคเบาหวาน
-กาโนเดรานส์ A และ B(Ganoderans A&B) = ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยการกระตุ้นการหลั่งอินซูลินของตับอ่อน

เห็ดหลินจือกับโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากเบาหวาน

-ไตรเทอร์ปีนอยด์ (Triterpenoids) = บำรุงและรักษาตับ
= ควบคุมและปรับสมดุลให้ความดันโลหิตปกติ
= ลดคลอเลสเตอรอล ปรับไขมันในร่างกายให้ปกติ
= ช่วยต้านไวรัส ทำให้แผลหายเร็ว
-เยอร์มาเนียม (Germanium) = เพิ่มออกซิเจนในเลือด
= ทำให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น
= กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย
= บำรุงสมองและประสาท
-นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) = ละลายลิ่มเลือด
= ป้องกันเส้นเลือดอุดตันจากลิ่มเลือด
-อาดีโนซีน (Adenosine) = ลดคลอเรสเตอรอลและไขมันในเลือด
= เพิ่มความแข็งแรงให้เม็ดเลือดแดง ทำให้แผลหายเร็ว
= เสริมสร้างฮอร์โมนให้แข็งแรง
-สารกาโนเดอริก(Ganoderic Essence) = ลดดวามดันโลหิต
= ปรับความดันโลหิตให้สมดุล
= ลดไขมันในเส้นเลือด
= ป้องกันการอุดตันของไขมันในเส้นเลือด
-อัลคาลอยด์ (Alkaloids) = กระตุ้นการไหลเวียนเลือดของหัวใจ
-กรดโอเลอิค (Oleic acid) = ลดอาการภูมิแพ้
-กรดอะมิโนจำเป็น (Essential amino acids) = มีโปรตีนสูง ช่วยฟื้นฟูร่างกาย

 

เอกสารอ้างอ้างอิง http://www.diabetescareth.com http://www.medicthai.com https://www.pobpad.com

หนังสือเห็ดหลินจืออื้อซ่า ยารักษาสรรพโรค

Add Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *