Close
บริษัท อินซีฟาร์ม จำกัด เลขที่ 9/85 ซอยรามคำแหง 158 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
082-787-5959 sales@in-cfarm.com

อินซีฟาร์ม ผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือแดงออร์แกนิค
สายพันธุ์ G2 คุณภาพสูง

อินซีฟาร์ม
ผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือแดง
ออร์แกนิค 
สายพันธุ์ G2
คุณภาพสูง

เรื่องเล่าจาก อินซีฟาร์ม อาม่าของฉัน กับความหวังจากเห็ดหลินจือ

แพครู้จักกับเห็ดหลินจือครั้งแรก เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว

  ย้อนกลับไปปี2538 อาม่า(คุณยาย) ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก ระยะสุดท้าย ระยะที่4/B (ขั้น4 มี 4/A กับ 4/B) โดยตอนที่พบมะเร็งได้ลุกลามเข้าไปที่ต่อมน้ำเหลืองแล้ว ทำให้ที่ไหปลาร้ามีก้อนปูดๆขึ้นมา ขนาดเท่าลูกปิงปอง3ก้อน อาม่าเป็นเยอะแล้วค่ะ ขนาดที่คุณหมอที่สถาบันมะเร็งบอกว่า อาม่าจะอยู่ต่อได้มากที่สุดไม่เกิน 6 เดือน

  เนื่องจากอาม่าตอนนั้น อายุ63 ปี และเป็นมะเร็งขั้น4 จึงไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ หมอที่ศูนย์มะเร็งชลบุรี (ส่งตัวมารักษาที่ชลบุรี) เลยทำการฉายแสงให้

  จำได้ว่าตอนนั้นลูกหลานดูเครียดกันมากๆเลย แต่อาม่าไม่เครียด อาม่าบอกว่า “เป็นก็รักษาซิ จะเครียดทำไม”

  ลูกๆหลานๆเลยช่วยกันทำการค้นคว้าเรื่องมะเร็งและการรักษา จนได้ข้อสรุปว่า จะรักษาอาม่า โดยใช้การแพทย์ผสมผสาน ทั้งทานยาแผนปัจจุบัน และใช้การแพทย์ทางเลือก(สมุนไพร ยาแผนโบราณ)

  ในการรักษาแบบทางเลือก พระเอกที่อาม่าทานเป็นหลักเลยคือ เห็ดหลินจือ โดยทานแบบอบแห้งนำไปต้มเพราะสมัยนั้นยังไม่มีแบบแคปซูล โดยได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่คุณน้านับถือ (ท่านเคยมีประสบการณ์ใช้เห็ดหลินจือในการรักษามะเร็งและประสบความสำเร็จมาก่อน) และนอกจากนี้ยังมีเอกสารและงานวิจัยหลายๆฉบับช่วยสนับสนุนว่า เห็ดหลินจือ มีสารสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูได้หลายโรค รวมถึงโรคมะเร็งด้วยค่ะ

  การรับประทานตอนนั้นคือ อาม่าจะต้มเห็ดหลินจือเป็นหม้อใหญ่ๆเลยและอาม่าจะใช้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน แพคก็เลยพอได้ดื่มน้ำเห็ดหลินจือบ้างตั้งแต่ตอนนั้น

นอกจากดื่มน้ำเห็ดหลินจือแล้ว อาม่าก็จะทานวิตามินซี และวิตามินตัวอื่นๆเสริม ร่วมกับการทานอาหารแบบชีวจิต

  หนึ่งเดือนหลังจากการรักษา ด้วยแรงสนับสนุนของลูกหลานและกำลังใจที่ดีของอาม่า ผลคือจากต่อมน้ำเหลืองที่โต 3 ก้อน ยุบไป2ก้อน และหลังจากฉายแสง ก็สามารถคุมมะเร็งได้ ไม่ลุกลามเพิ่ม ผลตรวจเซลล์มะเร็งในร่างกายลดลง อาม่าแข็งแรงขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดี ใช้ชีวิตได้ตามปรกติ ดูภายนอกไม่เหมือนคนป่วยเลย สามารถทำกับข้าว จ่ายตลาด เลี้ยงหลานได้ ทุกๆคนในบ้านมีความสุข

  จากที่หมอพบมะเร็งและวินิฉัยว่า จะมีชีวิตอยู่ได้มากสุดไม่เกิน 6 เดือน อาม่าอยู่จนอายุ69ปี และจากเราไปเนื่องจากพังผืดที่เกิดจากการฉายแสงในตอนนั้นไปพันรอบท่อไต ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของการฉายแสง ที่อาจจะไปโดนอวัยวะอื่นๆข้างเคียง ขณะนั้นการฉายแสงไม่ได้ดีเท่าตอนนี้ อาม่าไม่ได้เสียด้วยโรคมะเร็งค่ะ

  แพค กับคนที่บ้านก็เลยคุ้นเคยกับเห็ดหลินจือมาตั้งแต่ตอนแพคเด็กๆ
นอกอาม่าแล้วสมาชิกในบ้านก็ยังรับประทานเห็ดหลินจือกันอย่างต่อเนื่อง

– คุณพ่อที่ชอบสังสรรค์กับเพื่อนและเป็นความดัน ทานเห็ดหลินจือก็สามารถควบคุมความดันและบำรุงตับได้
– น้องชายเป็นภูมิแพ้ ทานแล้วเห็นผล อาการฟึดฟัดน้ำมูกไหลน้อยลง ผื่นที่แขนก็ดีขึ้น
– พี่สาวอดีตแอร์โฮสเสต เป็นไมเกรน นอนไม่หลับ ร่างกายรวน ประจำเดือนมาไม่ปรกติ ทานก็ดีขึ้น จนหาย
– เพื่อนคุณพ่อที่เป็นเบาหวาน ทานเห็ดหลินจือ ค่าน้ำตาลก็ลดลง
– ส่วนคุณแม่ ตอนนี้อายุ 58 ปี ทานเห็ดหลินจือทุกวันเพื่อบำรุงร่างกาย แข็งแรงและไม่มีโรคประจำตัวเลยค่ะ

แพคเองก็อยากจะแบ่งปันประสบการณ์การใช้เห็ดหลินจือในการรักษาและหวังว่าทุกท่านจะสุขภาพดีขึ้นด้วยเห็ดหลินจือจากอินซีฟาร์มนะคะ

ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงไปแล้วแต่บุคคล

แพครู้จักกับเห็ดหลินจือครั้งแรก เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว

  ย้อนกลับไปปี2538 อาม่า(คุณยาย) ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก ระยะสุดท้าย ระยะที่4/B (ขั้น4 มี 4/A กับ 4/B) โดยตอนที่พบมะเร็งได้ลุกลามเข้าไปที่ต่อมน้ำเหลืองแล้ว ทำให้ที่ไหปลาร้ามีก้อนปูดๆขึ้นมา ขนาดเท่าลูกปิงปอง3ก้อน อาม่าเป็นเยอะแล้วค่ะ ขนาดที่คุณหมอที่สถาบันมะเร็งบอกว่า อาม่าจะอยู่ต่อได้มากที่สุดไม่เกิน 6 เดือน

  เนื่องจากอาม่าตอนนั้น อายุ63 ปี และเป็นมะเร็งขั้น4 จึงไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ หมอที่ศูนย์มะเร็งชลบุรี (ส่งตัวมารักษาที่ชลบุรี) เลยทำการฉายแสงให้
  จำได้ว่าตอนนั้นลูกหลานดูเครียดกันมากๆเลย แต่อาม่าไม่เครียด อาม่าบอกว่า “เป็นก็รักษาซิ จะเครียดทำไม”
  ลูกๆหลานๆเลยช่วยกันทำการค้นคว้าเรื่องมะเร็งและการรักษา จนได้ข้อสรุปว่า จะรักษาอาม่า โดยใช้การแพทย์ผสมผสาน ทั้งทานยาแผนปัจจุบัน และใช้การแพทย์ทางเลือก(สมุนไพร ยาแผนโบราณ)
  ในการรักษาแบบทางเลือก พระเอกที่อาม่าทานเป็นหลักเลยคือ เห็ดหลินจือ โดยทานแบบอบแห้งนำไปต้มเพราะสมัยนั้นยังไม่มีแบบแคปซูล โดยได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่คุณน้านับถือ (ท่านเคยมีประสบการณ์ใช้เห็ดหลินจือในการรักษามะเร็งและประสบความสำเร็จมาก่อน) และนอกจากนี้ยังมีเอกสารและงานวิจัยหลายๆฉบับช่วยสนับสนุนว่า เห็ดหลินจือ มีสารสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูได้หลายโรค รวมถึงโรคมะเร็งด้วยค่ะ
  การรับประทานตอนนั้นคือ อาม่าจะต้มเห็ดหลินจือเป็นหม้อใหญ่ๆเลยและอาม่าจะใช้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน แพคก็เลยพอได้ดื่มน้ำเห็ดหลินจือบ้างตั้งแต่ตอนนั้น
  นอกจากดื่มน้ำเห็ดหลินจือแล้ว อาม่าก็จะทานวิตามินซี และวิตามินตัวอื่นๆเสริม ร่วมกับการทานอาหารแบบชีวจิต
  หนึ่งเดือนหลังจากการรักษา ด้วยแรงสนับสนุนของลูกหลานและกำลังใจที่ดีของอาม่า ผลคือจากต่อมน้ำเหลืองที่โต 3 ก้อน ยุบไป2ก้อน และหลังจากฉายแสง ก็สามารถคุมมะเร็งได้ ไม่ลุกลามเพิ่ม ผลตรวจเซลล์มะเร็งในร่างกายลดลง อาม่าแข็งแรงขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดี ใช้ชีวิตได้ตามปรกติ ดูภายนอกไม่เหมือนคนป่วยเลย สามารถทำกับข้าว จ่ายตลาด เลี้ยงหลานได้ ทุกๆคนในบ้านมีความสุข
  จากที่หมอพบมะเร็งและวินิฉัยว่า จะมีชีวิตอยู่ได้มากสุดไม่เกิน 6 เดือน อาม่าอยู่จนอายุ69ปี และจากเราไปเนื่องจากพังผืดที่เกิดจากการฉายแสงในตอนนั้นไปพันรอบท่อไต ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของการฉายแสง ที่อาจจะไปโดนอวัยวะอื่นๆข้างเคียง ขณะนั้นการฉายแสงไม่ได้ดีเท่าตอนนี้ อาม่าไม่ได้เสียด้วยโรคมะเร็งค่ะ
  แพค กับคนที่บ้านก็เลยคุ้นเคยกับเห็ดหลินจือมาตั้งแต่ตอนแพคเด็กๆ
นอกอาม่าแล้วสมาชิกในบ้านก็ยังรับประทานเห็ดหลินจือกันอย่างต่อเนื่อง
– คุณพ่อที่ชอบสังสรรค์กับเพื่อนและเป็นความดัน ทานเห็ดหลินจือก็สามารถควบคุมความดันและบำรุงตับได้
– น้องชายเป็นภูมิแพ้ ทานแล้วเห็นผล อาการฟึดฟัดน้ำมูกไหลน้อยลง ผื่นที่แขนก็ดีขึ้น
– พี่สาวอดีตแอร์โฮสเสต เป็นไมเกรน นอนไม่หลับ ร่างกายรวน ประจำเดือนมาไม่ปรกติ ทานก็ดีขึ้น จนหาย
– เพื่อนคุณพ่อที่เป็นเบาหวาน ทานเห็ดหลินจือ ค่าน้ำตาลก็ลดลง
– ส่วนคุณแม่ ตอนนี้อายุ 58 ปี ทานเห็ดหลินจือทุกวันเพื่อบำรุงร่างกาย แข็งแรงและไม่มีโรคประจำตัวเลยค่ะ
  แพคเองก็อยากจะแบ่งปันประสบการณ์การใช้เห็ดหลินจือในการรักษาและหวังว่าทุกท่านจะสุขภาพดีขึ้นด้วยเห็ดหลินจือจากอินซีฟาร์มนะคะ

ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงไปแล้วแต่บุคคล

*ผลลัพธ์ทึ่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม พฤติกรรม และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

*ผลลัพธ์ทึ่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม พฤติกรรม และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

เห็ดหลินจือแดงจาก in-c farm ดีกว่าอย่างไร?

คัดสรรสายพันธุ์ที่ดีที่สุด

เห็ดหลินจือแดงจากอินซีฟาร์ม คือ เห็ดลินจือแดงออร์แกนิค สายพันธุ์ G2  (Garnoderma Lucidum) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรดา ซึ่งมีผลวิจัยรับรองว่ามีสารออกฤทธิ์ทางยาสูงที่สุด

ได้รับตรารับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

เห็ดหลินจือแดงจากอินซีฟาร์ม ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เราเพาะปลูกในสภาพแวดล้อมควบคุม ตั้งแต่อากาศ แหล่งน้ำ วัสดุในการทำก้อนเชื้อเห็ด โรงเรือน การแปรรูป โดยกระบวนการทั้งหมดปราศจากการปนเปื้อนสารเคมี ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง

เก็บเกี่ยวพร้อมสปอร์ เพื่อให้สารออกฤทธิ์ทางยาสูงที่สุด

เห็ดหลินจือแดงจากอินซีฟาร์ม เก็บเกี่ยวในช่วงอายุที่ดอกเห็ดสมบูรณ์ที่สุด และมีสปอร์เจริญเติบโตทั่วทั้งดอก ผ่านการแปรรูปที่ได้มาตรฐานเพื่อคงไว้ซึ่งคุณประโยชน์และสารออกฤทธิ์ทางยาสูงที่สุด

การแปรรูปสะอาด ได้มาตรฐาน

เห็ดหลินจือแดงจากอินชีฟาร์มได้รับการแปรรูปทันทีหลังจากเก็บเกี่ยว โดยการคัดเลือกดอกเห็ดที่สมบูรณ์ ทำความสะอาด อบฆ่าเชื้อโรค และตากแห้งในโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐาน ก่อนนำมาบรรจุในถุงสำหรับกันอากาศและความชื้นเพื่อคงคุณภาพของผลิตภัณฑ์

สร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรและชุมชน

เห็ดหลินจือแดงจากอินซีฟาร์มส่งเสริมการเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมี อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค อีกทั้งยังสร้างงานและกระจายรายได้สู่ชุมชน ตามแนววิถีแห่งการทำเกษตรที่ยั่งยืน

เห็ดหลินจือแดงจาก
in-c farm
ดีกว่าอย่างไร?

คัดสรรสายพันธุ์ที่ดีที่สุด

เห็ดหลินจือแดงจากอินซีฟาร์ม คือ เห็ดลินจือแดงออร์แกนิค สายพันธุ์ G2  (Garnoderma Lucidum) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรดา ซึ่งมีผลวิจัยรับรองว่ามีสารออกฤทธิ์ทางยาสูงที่สุด

ได้รับตรารับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

เห็ดหลินจือแดงจากอินซีฟาร์ม ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เราเพาะปลูกในสภาพแวดล้อมควบคุม ตั้งแต่อากาศ แหล่งน้ำ วัสดุในการทำก้อนเชื้อเห็ด โรงเรือน การแปรรูป โดยกระบวนการทั้งหมดปราศจากการปนเปื้อนสารเคมี ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง

เก็บเกี่ยวพร้อมสปอร์ เพื่อให้สารออกฤทธิ์ทางยาสูงที่สุด

เห็ดหลินจือแดงจากอินซีฟาร์ม เก็บเกี่ยวในช่วงอายุที่ดอกเห็ดสมบูรณ์ที่สุด และมีสปอร์เจริญเติบโตทั่วทั้งดอก ผ่านการแปรรูปที่ได้มาตรฐานเพื่อคงไว้ซึ่งคุณประโยชน์และสารออกฤทธิ์ทางยาสูงที่สุด

การแปรรูปสะอาด ได้มาตรฐาน

เห็ดหลินจือแดงจากอินชีฟาร์มได้รับการแปรรูปทันทีหลังจากเก็บเกี่ยว โดยการคัดเลือกดอกเห็ดที่สมบูรณ์ ทำความสะอาด อบฆ่าเชื้อโรค และตากแห้งในโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐาน ก่อนนำมาบรรจุในถุงสำหรับกันอากาศและความชื้นเพื่อคงคุณภาพของผลิตภัณฑ์

สร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรและชุมชน

เห็ดหลินจือแดงจากอินซีฟาร์มส่งเสริมการเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมี อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค อีกทั้งยังสร้างงานและกระจายรายได้สู่ชุมชน ตามแนววิถีแห่งการทำเกษตรที่ยั่งยืน

ซ้ายก็ดี ขวาก็โดน
เหตุผลที่ทำไมผลิตภัณฑ์ จาก in-c farm ถึงพิเศษที่สุด 

บนก็ดี ล่างก็โดน
เหตุผลที่ทำไมผลิตภัณฑ์ จาก in-c farm
ถึงพิเศษที่สุด 

*ผลลัพธ์ทึ่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม พฤติกรรม และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

*ผลลัพธ์ทึ่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม พฤติกรรม และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

วิตามินซีสำคัญต่อการรับประทานเห็ดหลินจืออย่างไร?

สารสำคัญในเห็ดหลินจือสกัดได้แก่สาร โพลีแซคคาไรต์ (Polysaccharides) ซึ่งโมเลกุลของสารโพลีแซคคาไรต์มีน้ำหนักมากกว่าหนึ่งล้านหน่วยซึ่งยากแก่การดูดซึมผ่านผนังลำใส้ได้ วิตามิน ซี จะสามารถลดน้ำหนักโมเลกุลของโพลีแซคคาไรต์ให้ลดลงเป็นโอลิโกแซคคาไรต์ (Oligosaccharides) เพื่อที่จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและเพิ่มขีดความสามารถของ Macrophage Cell ในร่างกาย หรืออีกในแง่หนึ่ง วิตามินซีทำหน้าที่เป็นกระสายยา ทำให้ร่างกายดูดซึมตัวยาได้เร็วขึ้นนั่นเอง ดังนั้นการรับประทานสารสกัดจากเห็ดหลินจือร่วมกันวิตามินซีจึงได้ผลในการรักษาและฟื้นฟูที่เร็วกว่าการรับประทานสารสกัดจากเห็ดหลินจือเพียงอย่างเดียว

(กดเพื่อเลือกหัวข้อที่ท่านสนใจ)

เห็ดหลินจือกับระบบต่างๆของร่างกาย

เห็ดหลินจือกับ Stroke

โรคหลอดเลือดสมอง หรือ stroke คือภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก และทำให้เกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือถึงขั้นเสียชีวิต

เห็ดหลินจือมีนิวคลีโอไทด์ซึ่งมีคุณสมบัติในการละลายลิ่มเลือด ซึ่งเป็นการลดโอกาสไม่ให้ลิ่มเลือดไปอุดตันและก่อความอันตรายกับสมองได้ นอกจากนั้นเห็ดหลินจือยังมีสารเยอร์มาเนียมซึ่งมีคุณสมบัติในการเพิ่มออกซิเจนในเลือดและทำให้มีออกซิเจนสะสมในเนื้อเยื่อมากขึ้น เมื่อร่างกายขาดออกซิเจน ร่างกายจะดึงเอาออกซิเจนจากเนื้อเยื่อมาใช้ ทำให้รอดพ้นจากสภาวะวิกฤตได้ ส่งผลให้โอกาสการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตลดลงได้

*ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม พฤติกรรม และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

นพ.บรรเจิด ตันติวิท
ดวงจิตต์ สรรพศรี ตันติวิท

เห็ดหลินจือกระตุ้นและปรับระบบภูมิคุ้มกัน

ร่างกายของเรามีระบบที่คอยป้องกัน และทำลายศัตรูทั้งภายนอกและภายในร่างกาย ซึ่งระบบนั้นคือ แอนติออกซิแดนต์ และระบบภูมิคุ้มกัน ปราศจากสองสิ่งนี้ เราไม่อาจมีชีวิตยืนหยัดและอยู่รอดได้

แอนติออกซิแดนต์นั้นเราสามารถผลิตได้เอง ตัวอย่างเช่น CoQ10 และ SOD แต่เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายเราจะสามารถผลิตได้น้อยลง เราจึงสามารถรับแอนติออกซิแดนต์จากภายนอก ซึ่งมาจากอาหาร เช่น เอนซายม์ CoQ10 เมลาโทนิน และวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินซี วิตามินอีและวิตามินเอในขนาดเมกาโด๊ส (megadose) และเป็นที่รู้กันดีว่าเห็ดหลินจือมีสารแอนติออกซิแดนต์ในปริมาณสูง จึงทำให้ร่างกายกำจัดอนุมูลอิสระได้อีกทาง

ในส่วนของระบบภูมิคุ้มกัน ร่างกายมีฐานหลายแห่ง กระจายอยู่ทั่วร่างกาย ที่่สำคัญคือไขกระดูก ต่อมไทมัสที่อยู่หลังกระดูกหน้าอก ม้าม ต่อมทอนซิล และเครือข่ายต่อมน้ำเหลือง ระบบภูมิคั้มกันมีหน้าที่คอยตรวจจับ ทำลาย และเก็บกวาดซากของศัตรู แต่ในบางกรณีที่ภูมิคุ้มกันเกิดทำงานผิดเพี้ยนไปทำร้านเซลล์ดีของเราเอง ทางการแพทย์เรียกความผิดปกตินี้ว่า autoimmune disorders ทำให้เกิดโรค SLE โรคไขข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคไตบางชนิด

โรคที่รู้จักกันดีอีกโรคคือ “โรคภูมิแพ้” ร่างกายจะมีความไวต่อวัตถุบางอย่าง (hypersensitive, sensitive) ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น มีน้ำมูกไหล เป็นผื่น ท้องเสีย

เห็ดหลินจือมีสารที่ออกฤทธิ์ต่อระบบภูมคุ้มกัน โดยสามารถไปกระตุ้นให้ไขกระดูกผลิตเม็ดเลือดขาวต่างๆและปรับให้หน่วยปฎิบัติการของภูมิคุ้มกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงสามารถช่วยให้อาการต่างๆลดลงได้ และหายขาดในบางรายอีกด้วย

นพ.บรรเจิด ตันติวิท
ดวงจิตต์ สรรพศรี ตันติวิท

เห็ดหลินจือส่งผลอย่างไรต่อระบบหัวใจและความดันโลหิตสูง

ในเลือดของเรามีส่วนประกอบมากมายรวมถึงคอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ หากเรามีปริมาณไขมันเหล่านี้ในเลือดสูงจะส่งผลให้ “ความหนืดของเลือด” สูงขึ้น ส่งผลให้หัวใจซึ้งมีหน้าที่ซูบฉีดเลือดไปยังระบบต่างๆต้องทำงานหนักขึ้น และส่งผลโดยตรงต่อความดันโลหิตที่จะสูงขึ้นอีกด้วย

จากการศึกษาฤทธิ์ของเห็ดหลินจือที่มีผลต่อความดันโลหิตสูงชี้ให้เห็นว่าระดับไขมันในเลือดและระดับน้ำตาลในกระแสเลือดลดลง ผลที่ได้คือการควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในช่วงที่กำหนด ระบบไหลเวียนของเลือดมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น

จากการศึกษายังพบว่า เห็ดหลินจือสามารถยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือดได้ถึง 32% ทำให้มีผลต่อการลดขนาดของลิ่มเลือด จากสาร Adenosine และยังมีผลในการรักษาผนังเซลล์เม็ดเลือดแดง ป้องกันและรักษาการอุดตันของหลอดเลือดที่ส่งไปเลี้ยงหัวใจ ซึ่งหมายความว่าเห็ดหลินจือสามารถควบคุมความดันโลหิต ผ่านทางการควบคุมระดับไขมัน น้ำตาล และการลดขนาดของลิ่มเลือดนั่นเอง

นพ.ดำรงค์ เลาหะพรสวรรค์

เห็ดหลินจือกับโรคตับ

ตับเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่หลายอย่างรวมทั้งการกำจัดพิษในเมแทบอไลท์ (metabolites) การสังเคราะห์โปรตีน และการผลิตสารชีวเคมีต่างๆที่จำเป็นในกระบวนการย่อยอาหาร อีกทั้งยังมีหน้าที่ในการช่วยผลิตสารที่นำเกล็ดเลือดไปห้ามเลือดอีกด้วย

สาเหตุการเกิดโรคตับมีได้จากหลายปัจจัย โดยที่พบได้บ่อยครั้งได้แก่

1) การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะการที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก ๆ จะทำให้เกิดความผิดปกติในการใช้โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตในตับ จึงทำให้เกิดภาวะตับอักเสบและเรื้อรังได้จนกลายเป็นโรคตับแข็ง และผู้หญิงจะเป็นโรคตับแข็งได้มากกว่าผู้ชาย

2) การเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง เป็นการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือไวรัสตับอักเสบซี จนทำให้ตับอักเสบเป็นเวลานานหลายปี ก่อนที่จะกลายเป็นโรคตับแข็งในที่สุด ไวรัสตับอักเสบบีและซีเป็นเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อกันทางเลือดและการมีเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อเป็นพาหะนั้นมักเกิดโดยไม่รู้ตัว

3) เกิดภาวะไขมันสะสมในตับ ซึ่งจะพบได้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือโรคอ้วนหรือไขมันในเลือดสูง

4) จากการรับประทานยาบางชนิด และทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเป็นระยะเวลานาน ๆ เช่น ยาแก้ปวด ยาลดไข้พาราเซตามอล ยาปฏิชีวนะเตตราไซคลีน ยารักษาวัณโรคบางชนิด

5) โรคทางพันธุกรรมบางโรคที่ทำให้เกิดตับแข็ง เช่น โรคทาลัสซีเมีย

6) ภาวะหัวใจวายเรื้อรัง จะทำให้เส้นเลือดคั่งที่ตับ และเลือดไหลเวียนในตับน้อยลง จึงทำให้เนื้อตับขาดภาวะออกซิเจนจนตายลง

7) พยาธิบางชนิด เช่น พยาธิใบไม้ในเลือดอาจจะทำให้เกิดตับแข็ง

ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักจะปรากฏอาการเริ่มแรกนั้นในช่วงอายุระหว่าง 40 – 60 ปี แต่ถ้าพบในคนอายุน้อยก็ มักจะมีสาเหตุจากตับอักเสบจากเชื้อไวรัส และมีอาการค่อนข้างรุนแรง

สารสำคัญในเห็ดหลินจือในการบำรุงตับ

เห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่มีสารสำคัญหลายกลุ่มที่มีฤทธิ์รักษาหรือบรรเทาโรคตับได้คลอบคลุมหลายโรง ดังนี้ สารกลุ่ม

polysaccharide ช่วยกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกัน ปรับการทำงานของตับให้ดีขึ้น อีกทั้งยังมีฤทธิ์ยับยั้งไม่ให้สารพิษเข้าทำลายเซลล์ตับ

กลุ่ม Triterpenoid สารที่ออกฤทธิ์หลักๆในกลุ่มนี้ได้แก่ Ganoderic acid และ Lucidenic acid มีฤทธิ์ในการต้านสารพิษ ช่วยเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว และช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งในตับ

Organic Germanium มีส่วนในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายในการกำจัดเซลล์มะเร็งในตับ

โปรตีน Lz-8 ช่วยรักษาไวรัสตับอักเสบบี

cr. เห็ดหลินจือ โอสถราชา ยาบำรุงตำรับฮ่องเต้ http://www.rakjung.com/healthy-no203.html

เห็ดหลินจือกับโรคไต

ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญมากเนื่องจากไตมีหน้าที่กำจัดของเสียออกจากร่างกายทางปัสสาวะ และช่วยคงสมดุลของน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย ทั้งยังสร้างฮอร์โมนต่างๆ เช่น เพื่อช่วยใขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง และเพื่อช่วยควบคุมความดันโลหิต

โรคไตคือความผิดปกติต่างๆที่เกิดขึ้นกับเซลล์ของไต โดยมีสาเหตุได้หลากหลาย เช่น อุบัติเหตุต่อไต โรคเนื้องอกในไต โรคนิ่วในไต โรคมะเร็งไต การอักเสบจากการติดเชื้อ การอักเสบจากโรคภูมิต้านตนเองหรือจากโรคเบาหวาน

โรคไตแบ่งได้เป็น โรคเฉียบพลัน และโรคเรื้อรัง โดยโรคไตเฉียบพลันมันมีโอกาสรักษาหายได้สูง แต่โรคไตเรื้อรังมักไม่หายขาด แต่การรักษาจะช่วยชะลอไม่ให้เกิดภาวะไตวายจนต้องล้างไตได้

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังอาจสงสัยว่าเห็ดหลินจือสามารถบรรเทาอาการได้จริงหรือ จากการศึกษาการใช้เห็ดหลินจือในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีอาการดื้อต่อการักษาด้วยยาแผนปัจจุบันโดย รศ.พญ.ดร.นริสา ฟูตระกูล อาจารย์ประจำภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าในน้ำเลือดของผู้ป่วยก่อนการให้เห็ดหลินจือสกัดมีสารกระตุ้นการอักเสบ ซึ่งทำให้เซลล์บุผิวหลอดเลือด รวมไปถึงเซลล์ไตตาย ในขณะที่สารต้านการอักเสบจะลดต่ำลง แสดงให้เห็นถึงภาวะสมดุลของระบบภูมิคุมกันในร่างกายเสียไป เลือดที่เข้าไปหล่อเลี้ยงไตจีงพร่อง หลังจากการให้เห็ดหลินจือในรูปของแคปซูลแก่ผู้ป่วยโรคไตร่วมกับยาแผนปัจจุบันคือยาขยายหลอดเลือด ผลการศึกษาพบว่าสารที่เสริมการอักเสบมีภาวะลดน้อยลง สารต้านการอักเสบมีภาวะที่สูงขึ้น และทำให้การตายของเซลล์บุผิวหลอดเลือดลดลง มีเลือดไปเลี้ยงไตเพิ่มขึ้น

อัตราการกรองของเสียเพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ระดับของโปรตีนหรือไข่ขาวรั่วออกมาในปัสสาวะก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ช่วยฟื้นฟูสมรรถนะการทำงานของไตได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการยืดอายุการเข้าสูภาวะไตวายได้

http://haamor.com/th/โรคไต/
http://haamor.com/th/โรคไต2/
http://www.research.chula.ac.th/web/cu_online/2548/june24_2.htm

เห็ดหลินจือช่วยรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือ??

1. เซลล์มะเร็งเกิดขึ้นได้อย่างไร

ก่อนอื่นเรามาเข้าใจกันก่อนว่าโรคมะเร็งเกิดขึ้นได้อย่างไร

เซลล์มะเร็งเกิดจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นโมเลกุลที่ไม่เสถียร โดยปกติร่างกายเราจะมีแอนติออกซิแดนต์มากำจัดเจ้าอนุมูลอิสระนี้เพื่อไม่ให้มันไปจู่โจมเซลในร่างกายเรา แต่เมื่ออายุเรามากขึ้น ร่างการเรากลับมีความสามารถที่จะผลิตแอนติออกซิแดนต์ได้น้าอยลง เราจึงไม่สามารถจะกำจัดเจ้าอนุมูลอิสระนี้ได้ทั้งหมด ผลที่ได้คือเจ้าอนุมูลอิสระนี้จะเข้าไปทำร้ายเซลลึกถึง DNA จนทำให้เซลที่ดีกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็ง

ตรงจุดแรกนี้เห็ดหลินจือช่วยได้อย่างไร เห็ดหลินจือสามารถเข้าไปช่วยกำจัดเจ้าอนุมูลอิสระได้เนื่องจากในเห็ดหลินจือมีแอนติออกซิแดนต์อยู่สูงนั่นเอง

2. เมื่อเซลล์กลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งแล้ว เห็ดหลินจือช่วยได้อย่างไร

เมื่อเซลล์ดีในร่างกายเราโดนก่อนกวนจนกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งแล้ว เซลล์มะเร็งจะต้องการพลังงานสูงมากเนื่องจากเซลล์จะเกิดการแบ่งตัวและโตเร็วมาก ที่น่าสนใจอีกอย่างคือเซลล์มะเร็งจะมีศักย์ไฟฟ้าสูงกว่าเซลล์ปกติ และด้วยเซลล์มะเร็งมีศักย์ไฟฟ้าที่สูงขึ้นนี้ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวหมดสภาพไม่สามารถเข้าไปทำลายหรือเอาชนะเจ้าเซลล์มะเร็งได้

ตรงจุดนี้เห็ดหลินจือซึ่งมีสารเยอมาเนียมที่มีโครงสร้างที่สามารถจับกับอิเล็กตรอนช่วยทำให้ศักย์ไฟฟ้าของเซลล์มะเร็งต่ำลง จึงทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวสามารถเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งได้

เห็ดหลินจือจึงช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราทำงานได้ดีขึ้นและสามารถเอาชนะเซลล์มะเร็งได้เอง

เห็ดหลินจือยังมีสารโพลีเซคคาไรด์ที่ช่วยกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายแข็งแรงขึ้น และยังมีโปรตีน Lz-8 ที่ช่วยปรับให้การทำงานของภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างปกติและไม่ผิดเพี้ยนอีกด้วย

นพ.บรรเจิด ตันติวิท
ดวงจิตต์ สรรพศรี ตันติวิท

เห็ดหลินจือกับโรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน คือ ปัสสาวะหวานนั้นเอง เกิดเพราะร่างกายเราไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้หมด น้ำตาลที่เหลือก็จะผสมอยู่ในกระแสเลือดและถูกไตขับทิ้งออกจากร่างกายทางปัสสาวะ เป็นโรคยอดฮิต 1 ใน 10 ของโรคที่คุกคามคนไทยมากที่สุด พบได้ในทุกช่วงวัย

เกิดจากการทำงานของ “ฮอร์โมนอินซูลิน” (Insulin)ของร่างกายผิดปกติ ส่งผลให้ อินซูลิน ซึ่งมีหน้าที่นำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์ต่างๆเพื่อไปใช้เป็นพลังงาน ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพและเกิดการคั่งของน้ำตาลในเส้นเลือดแดงส่งผลให้อวัยวะต่างๆเสื่อม ซี่งอาการนี้จะส่งผลให้ เกิดโรคและอาการแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆได้

ประเภทของเบาหวาน

1. เบาหวานประเภทที่ 1 (Type 1 Diabetes) เกิดจากการที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินให้เพียงพอ เนื่องจากเบตาเซลล์(beta cells) ของตับอ่อนถูกทำลายด้วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงต้องได้รับอินซูลินด้วยการฉีดหรือใช้เครื่องปั๊มอินซูลิน

2. เบาหวานประเภทที่ 2 (Type 2 Diabetes) เป็นเบาหวานที่พบเป็นส่วนใหญ่ เกิดจากการที่ตับอ่อนยังสามารถสร้างอินซูลินได้แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ผู้ป่วยต้องมีการควบคุมอาหาร การใช้ยาชนิดกินหรือใช้อินซูลินชนิดฉีด

3. เบาหวานที่เกิดระหว่างการตั้งครรภ์ หลังคลอดระดับน้ำตาลในเลือดจะกลับเป็นปกติ แต่จะมีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคเบาหวาน มีรายงานได้ถึงร้อยละ 50 เมื่อติดตามต่อไป 10 ปี ถ้าไม่มีการปรับพฤติกรรมชีวิตในการลดความเสี่ยง

4. เบาหวานจากสาเหตุอื่นๆ เช่น โรคของตับอ่อน โรคทางพันธุกรรม โรคเนื้องอกของต่อมหมวกไตที่สร้างฮอร์โมน ฯลฯ

 ชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes)  ชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes)
 พบได้ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วย  พบได้ประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วย
 พบได้ในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี  พบได้ทุกวัย
 รูปร่างผอม  รูปร่างอ้วน
 เกิดโรคแบบเฉียบพลัน  ตาพร่ามัว
 ปัสสาวะบ่อย  เป็นแผลหายช้า
 กระหายน้ำบ่อย พบอาการชาบริเวณมือและเท้า  พบอาการชาบริเวณมือและเท้า
 อยากอาหารบ่อย  ติดเชื้อตามผิวหนัง ปากหรือกระเพาะปัสสาวะ
 น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว  
 มีอาการเหนื่อยหรือเพลียอ่อนแรง  
 เกิดภาวะคั่งสารคีโตน  

ค่าของน้ำตาลในเลือด(การตรวจหาเบาหวาน)

1.คนปกติ ก่อนทานอาหารต้องมีน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หลังอาหารต่ำกว่า 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

2.คนที่เป็นเบาหวาน ค่าของน้ำตาลในเลือดจะมากกว่า 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก่อนทานอาหาร และมากกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หลังจากทานอาหาร

3.คนที่อยู่ระหว่างกลาง ผู้ที่อยู่ระหว่าง 100-125 ก่อนทานอาหาร และ 140-199 หลังทานอาหารนั้นอยู่ในกลุ่มเสี่ยงอาจเป็นหรือไม่เป็นก็ได้ต้องทำการตรวจใหม่ โดยการเจาะเลือดจากเส้นเลือดดำซึ่งจะก่อนทำการตรวจต้องอดอาหาร 6-8 ชั่วโมงในตอนกลางคืน แล้วมาเจอะเลือดในตอนเช้า หลังจากเจาะครั้งแรกจะต้องดื่มน้ำตาลกลูโคสทันที 1 แก้วให้หมดภายใน 5 นาที แล้วรออีก 2 ชั่วโมงจึงจะทำการเจาะเลือดอีกครั้งเพื่อดูความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังจากที่ร่างกายได้รับน้ำตาล ดูว่าฮอร์โมนอินซูลินจะยังมีคุณภาพสามารถพาน้ำตาลไปใช้ได้ดีขนาดไหน มีเหลือตกค้างหรือไม่

ภาวะแทรกซ้อนของ โรคเบาหวาน อันตรายที่แท้จริง

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหากไม่มีการควบคุมในเรื่องของการรับประทานอาหารและดูแลรักษาสุขภาพอย่างถูกวิธี ปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเป็นเวลานาน จะส่งผลต่อเส้นเลือดที่นำสารอาหารไปอวัยวะในร่างกายจนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานต่าง ๆ ทั้งโรคแทรกซ้อนชนิดที่เกิดกับเส้นเลือดขนาดเล็ก (Microvascular complications) และโรคแทรกซ้อนชนิดที่เกิดกับเส้นเลือดขนาดใหญ่ (Macrovascular complications) นอกจากนี้ผู้ป่วยเบาหวานควรระวังการเกิดบาดแผลหรือการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ มากขึ้น เนื่องจากบาดแผลของผู้ป่วยเบาหวานจะหายช้า อาจก่อให้เกิดภาวะโรคแทรกซ้อนได้ง่ายขึ้น

1.โรคแทรกซ้อนทางด้านตา เบาหวานขึ้นตา (Retinopathy) ต้อกระจก (Cataracts) ต้อหิน (Glaucoma) หรือปัญหาทางด้านสายตา ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาด้านการมองเห็นจนถึงขั้นตาบอดได้

2.โรคทางระบบเส้นเลือดและหัวใจ เมื่อระดับน้ำตาลถูกสะสมในเลือดในปริมาณมาก ทำให้เกิดการหนาตัวของเส้นเลือดมากขึ้น โดยเฉพาะหลอดเลือดขนาดใหญ่ที่ไปเลี้ยงหัวใจ เป็นผลให้เส้นเลือดแคบลงและอาจเกิดการอุดตัน นอกจากนี้ยังเพิ่มโอกาสของเส้นเลือดแข็งได้เช่นกัน ซึ่งอาจนำไปสู่อาการเจ็บหน้าอก (Angina) หัวใจขาดเลือด (Heart Attack) โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรคเส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน (Peripheral Artery Disease) เป็นต้น ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเส้นเลือดและหัวใจได้มากกว่าคนปกติ ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีอัตราการเสียชีวิตและพิการได้สูงมากกว่าคนทั่วไปจากภาวะแทรกซ้อนนี้

3.โรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานเรื้อรังสามารถก่อให้เกิดการอักเสบของเส้นประสาททั่วร่างกายขั้นปานกลางถึงรุนแรง เมื่อเกิดแผลขึ้นในบริเวณต่าง ๆ จึงรับความรู้สึกได้น้อยลง เนื่องจากปลายประสาทเกิดอักเสบ ทำให้เกิดอาการชา และประกอบกับการไหลเวียนของเส้นเลือดไม่ดี แผลจึงเกิดการลุกลามได้ง่าย และอาจต้องตัดอวัยวะบริเวณนั้นทิ้ง โดยโรคที่พบได้บ่อย คือ ปลายประสาทอักเสบ (Peripheral Neuropathy) ที่ส่งผลต่อการรับความรู้สึกหรือความเจ็บปวดที่มือหรือเท้าบกพร่อง มีอาการชา รวมไปถึงระบบการย่อยอาหารที่ผิดปกติ ปัญหาด้านการขับถ่ายปัสสาวะ เป็นต้น

4.โรคแทรกซ้อนทางไต เป็นโรคสำคัญอีกโรคหนึ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากปริมาณน้ำตาลในเลือดที่มีมากขึ้นกว่าคนปกติ ทำให้ไตทำงานผิดปกติ มีโปรตีนเล็ดลอดออกทางปัสสาวะ ซึ่งในระยะแรกจะไม่สามารถตรวจพบโรคแทรกซ้อนนี้ได้จากการตรวจเลือด แต่จะตรวจพบได้จากปริมาณโปรตีนที่มากขึ้นในปัสสาวะ หากไตอยู่ในภาวะการทำงานหนักเป็นระยะเวลานานจะส่งผลให้เกิดภาวะไตวายได้

5.โรคเกี่ยวกับช่องปากและฟัน เนื่องจากความผิดปกติในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดจะส่งผลต่อการอักเสบเนื้อเยื่อรอบฟัน มีโอกาสมากที่จะเป็นโรคปริทันต์หรือโรคเหงือกอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียฟัน

  6.โรคแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ ผู้หญิงที่เกิดโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ มีโอกาสแท้งบุตรสูงขึ้นหรือทารกในครรภ์อาจจะเสียชีวิตได้ ทารกอาจมีน้ำหนักตัวมากทำให้คลอดลำบาก และมีโอกาสเกิดอันตรายระหว่างการคลอดได้สูงขึ้น

  7.โรคทางด้านผิวหนัง เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อรา อาการคัน หรือปัญหาผิวอื่น ๆ

เห็ดหลินจือช่วยโรคเบาหวานได้อย่างไร
เห็ดหลินจือมีสารต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า 250 ชนิด

ซึ่งสารเหล่านี้ช่วยในเรื่องเบาหวาน และโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากเบาหวาน
เป็นการทำงานสอดคล้องกันอย่างเป็นธรรมชาติ
สารสำคัญในเห็ดหลินจือที่ช่วยในเรื่องนี้ได้แก่

เห็ดหลินจือกับเบาหวาน

– สารโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharides) = กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง
= ปรับปรุงการทำงานของตับอ่อน
-โปรตีน Lz-8 = ช่วยควบคุมโรคเบาหวาน
-กาโนเดรานส์ A และ B(Ganoderans A&B) = ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยการกระตุ้นการหลั่งอินซูลินของตับอ่อน

เห็ดหลินจือกับโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากเบาหวาน

-ไตรเทอร์ปีนอยด์ (Triterpenoids) = บำรุงและรักษาตับ
= ควบคุมและปรับสมดุลให้ความดันโลหิตปกติ
= ลดคลอเลสเตอรอล ปรับไขมันในร่างกายให้ปกติ
= ช่วยต้านไวรัส ทำให้แผลหายเร็ว
-เยอร์มาเนียม (Germanium) = เพิ่มออกซิเจนในเลือด
= ทำให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น
= กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย
= บำรุงสมองและประสาท
-นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) = ละลายลิ่มเลือด
= ป้องกันเส้นเลือดอุดตันจากลิ่มเลือด
-อาดีโนซีน (Adenosine) = ลดคลอเรสเตอรอลและไขมันในเลือด
= เพิ่มความแข็งแรงให้เม็ดเลือดแดง ทำให้แผลหายเร็ว
= เสริมสร้างฮอร์โมนให้แข็งแรง
-สารกาโนเดอริก(Ganoderic Essence) = ลดดวามดันโลหิต
= ปรับความดันโลหิตให้สมดุล
= ลดไขมันในเส้นเลือด
= ป้องกันการอุดตันของไขมันในเส้นเลือด
-อัลคาลอยด์ (Alkaloids) = กระตุ้นการไหลเวียนเลือดของหัวใจ
-กรดโอเลอิค (Oleic acid) = ลดอาการภูมิแพ้
-กรดอะมิโนจำเป็น (Essential amino acids) = มีโปรตีนสูง ช่วยฟื้นฟูร่างกาย

 

เอกสารอ้างอ้างอิง http://www.diabetescareth.com http://www.medicthai.com https://www.pobpad.com

หนังสือเห็ดหลินจืออื้อซ่า ยารักษาสรรพโรค

กดเลือกหัวข้อที่ท่านสนใจ

อีกหนึ่งคำยืนยันถึงความประทับใจ ในเห็ดหลินจือจากอินซีฟาร์ม
คุณนก ป่วยด้วยโรคหัวใจรั่ว

สัมภาษณ์จากผู้ใช้จริง บริษัทไม่ได้มีการว่าจ้างหรือแต่งเติมแต่ประการใด

*ผลลัพธ์ทึ่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม พฤติกรรม และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

ผลตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารโพลีแซคคาไรด์
ในเห็ดหลินจือจากอินซีฟาร์ม

(กดเพื่อขยายขนาด)

*ผลลัพธ์ทึ่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม พฤติกรรม และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

Hot Products

(สนใจสั่งซื้อสินค้า คลิกส์ที่รูป หรือ add line เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ค่ะ)


(สนใจสั่งซื้อสินค้า คลิกส์ที่รูป หรือ add line เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ค่ะ)